นอกจากปัญหาด้านสุขภาพกายแล้ว COVID19 ยังสร้างความเสียหายด้านจิตใจให้เราได้มากไม่เเพ้กัน

ถ้าใครอยู่บ้านแล้วยิ่งรู้สึกป่วย.. เราคือเพื่อนกัน

อะไรคือสาเหตุของความเหนื่อยล้าแม้จะไม่ได้ออกไปไหน กิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่น้อยลงแต่กลับยิ่งทำให้อ่อนเพลีย ยิ่งสถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากเท่าไหร่ ความกังวลใจของเราต่อสิ่งที่มองไม่เห็นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

เราจะทำอย่างไรได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้?

สิ่งแรกที่เราควรทำคือยอมรับว่า “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” ลองคิดดูกันดีๆ ว่าในชีวิตของเรานอกจากความตายกับการจ่ายภาษีแล้วอะไรบ้างที่เราสามารถฟันธงได้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคต

เอาเป็นว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพ หรือความไม่สะดวกสบายอื่นๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ถ้าตัดเจ้าตัวปัญหาอย่าง COVID19 ออกไปแล้วเรื่องพวกนี้จะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นกับเรา

ยิ่งคุณยอมรับได้เร็วเท่าไหร่ว่าชีวิตมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นตลอดเวลามันก็ยิ่งดีกับคุณ
COVID19 ก็เป็นแค่อีกเรื่องไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับคุณ (และคนอีกหลายล้านคนทั่วโลก) ในเวลานี้

อะไรบ้างที่เราจะทำได้ในตอนนี้?

อย่าสนใจเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้และหันกลับมาสนใจในสิ่งที่เราควบคุมได้ดีกว่า

ไม่รู้ว่าคุณจะเชื่อหรือเปล่าว่าการหายใจของเราส่งผลต่อความรู้สึกและการทำงานของร่างกาย

เผื่อคุณไม่เคยสังเกต เมื่อใดก็ตามที่คุณเผชิญกับสถานการณ์ที่เคร่งเครียดลมหายใจของคุณจะสั้นและถี่ แต่เมื่อยามที่ร่างกายผ่อนคลายเราจะกลับมาหายใจช้าลงและลึกขึ้น แม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่เวลาที่จะผ่อนคลาย แต่ถ้าลองฝึกหายใจให้ช้าและลึกอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะค่อยๆ เรียนรู้ไปเองว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะต้องหยุดวิตกกังวล

นอกจากความเครียดจะส่งผลต่อลมหายใจแล้ว ความเครียดยังส่งผลให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวแบบอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เราอยากให้คุณลองหากิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวเบาๆ อย่างการเดิน การเล่นโยคะ หรือการเต้น มาลองทำดู เมื่อทำเสร็จลองสังเกตดูว่าเมื่อได้ยืดเส้นยืดสายเบาๆ แล้วอารมณ์ของคุณดีขึ้นหรือเปล่า

กอดคืออีกตัวช่วยที่จะทำให้ร่างกายหลั่งสารเเห่งความสุขอย่างออกซิโทซินออกมา ช่วงเวลานี้อาจจะยากสักหน่อยที่จะกอดคนที่คุณรัก แต่ไม่เป็นไรถ้าคุณมีสัตว์เลี้ยงก็อย่าลืมที่จะกอดพวกมันให้บ่อยขึ้น หากคุณอยู่คนเดียวผ้าห่ม หมอน หรือตุ๊กตาก็พอจะช่วยแก้ขัดไปได้บ้างเหมือนกัน

ลองปรับความคิดและเปลี่ยนมุมมองดู เริ่มจากประโยคติดหูอย่าง “ติดยังว่ะ” ลองเปลี่ยนเป็น “ติดแล้วไง” ดูเราว่ามันน่าจะดีกว่าเพราะใช่ว่าทุกคนที่ติด COVID19 จะต้องตาย และสำหรับใครที่รู้สึก “ทนไม่ไหว” เราอยากให้ลองเปลี่ยนเป็น “ทนทำไม” เพราะ COVID19 ก็ไม่ต่างจากความท้าทายอื่นๆ ที่เราเคยผ่านมาในชีวิต สุดท้ายมันก็ผ่านไปได้เองเพียงแค่ต้องรอเวลา

การเสพข่าวอย่างมีสติ เลือกแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ จำกัดปริมาณข่าวสารที่รับ เพื่อลดความเครียดสะสม รวมถึงการกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ใช่กินเพราะเบื่อแต่ให้กินเพราะหิว และที่สำคัญคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอหรือนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่เเข็งแกร่งออกมาสู้กับเจ้า COVID19 ได้เองโดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งยาวิเศษที่ไหน

แน่นอนว่า COVID19 คือจุดเปลี่ยนของโลกและเราคงไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้ แต่สิ่งที่เรายังพอจะทำได้ในตอนนี้ก็คือ การทำให้ COVID19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีให้กับชีวิตของเรา ลองใช้เวลาทั้งหมดที่มีในตอนนี้ลองคิดทบทวนดูว่ามีอะไรบ้างที่เราเคยบ่นว่าอยากทำแต่ทำไม่ได้สักทีเพราะไม่มีเวลา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *